October 26, 2026
TOP5

ฟุตบอลโลก FIFA World Cup เป็นการแข่งขันที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกรอคอยทุก 4 ปี เพราะนี่คือเวทีที่ TOP5 ทีมชาติชั้นนำจากทั่วโลกมาประชันฝีเท้าเพื่อชิงตำแหน่งแชมป์โลก การคว้าแชมป์รายการนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งนักเตะฝีมือดี แผนการเล่นที่เหมาะสม และการรับมือกับความกดดันในเกมสำคัญ ตลอดประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกชาย มีเพียงไม่กี่ประเทศที่สามารถคว้าแชมป์ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง และบางชาติยังคงรักษาสถานะมหาอำนาจลูกหนังมาได้ยาวนานจนถึงปัจจุบัน

1. บราซิล คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 5 สมัย

ปีที่ได้แชมป์ 1958, 1962, 1970, 1994 และ 2002

บราซิลยังคงเป็นทีมชาติที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกชายมากที่สุด ด้วยผลงาน 5 สมัย ความสำเร็จของพวกเขาเกิดขึ้นในหลายยุค ตั้งแต่ยุคของเปเล่ที่สร้างชื่อให้วงการฟุตบอลบราซิล ไปจนถึงทีมชุดปี 2002 ที่มีโรนัลโดเป็นหัวใจสำคัญในเกมรุก

สิ่งที่ทำให้บราซิลเป็นทีมที่น่าจดจำคือทักษะเฉพาะตัวของนักเตะ ความสามารถในการสร้างสรรค์เกม และการมีผู้เล่นระดับโลกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายรุ่น

นักเตะคนสำคัญของบราซิล

  • เปเล่ (Pelé) หนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอล คว้าแชมป์โลกกับบราซิลในปี 1958, 1962 และ 1970 และยังเป็นนักเตะชายคนเดียวที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ถึง 3 สมัย
  • การ์รินชา (Garrincha) ปีกที่มีทักษะเลี้ยงบอลโดดเด่น มีบทบาทสำคัญในการพาบราซิลคว้าแชมป์ปี 1962 หลังเปเล่ได้รับบาดเจ็บระหว่างการแข่งขัน
  • โรนัลโด นาซาริโอ (Ronaldo Nazário) กองหน้าคนสำคัญของทีมชุดแชมป์ปี 2002 ยิงได้ 8 ประตูในทัวร์นาเมนต์ รวมถึงสองประตูในนัดชิงชนะเลิศที่บราซิลเอาชนะเยอรมนี 2-0

แชมป์ปี 2002 ยังคงเป็นครั้งล่าสุดที่บราซิลคว้าแชมป์โลกได้ แม้จะมีนักเตะชื่อดังเกิดขึ้นอีกหลายรุ่น แต่การกลับไปยืนบนจุดสูงสุดของฟุตบอลโลกก็ยังเป็นเป้าหมายสำคัญของทีมเสมอ

2. เยอรมนี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 4 สมัย

ปีที่ได้แชมป์ 1954, 1974, 1990 และ 2014

เยอรมนีเป็นอีกหนึ่งชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในฟุตบอลโลก จุดเด่นของทีมมักอยู่ที่วินัยในการเล่น ความแข็งแกร่งทางร่างกาย และความสามารถในการทำผลงานได้ดีในเกมที่มีความกดดันสูง

แชมป์สามสมัยแรกเป็นผลงานของเยอรมนีตะวันตก ก่อนที่ทีมชาติเยอรมนีจะคว้าแชมป์สมัยที่สี่ในปี 2014 หลังเอาชนะอาร์เจนตินาในนัดชิงชนะเลิศ

นักเตะคนสำคัญของเยอรมนี

  • ฟรันซ์ เบ็คเคนบาวเออร์ (Franz Beckenbauer) กัปตันทีมชุดแชมป์ปี 1974 และหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลเยอรมัน มีชื่อเสียงจากการเล่นในตำแหน่งลิเบโร
  • โลธาร์ มัทเธอุส (Lothar Matthäus) กัปตันทีมชุดแชมป์ปี 1990 มีบทบาทสำคัญในแดนกลางและเป็นหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของยุคนั้น
  • มิโรสลาฟ โคลเซ่ (Miroslav Klose) กองหน้าที่ทำประตูในฟุตบอลโลกชายรอบสุดท้ายรวม 16 ประตู ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันประเภทชาย

แชมป์ปี 2014 เป็นอีกช่วงเวลาที่แฟนฟุตบอลจดจำได้ดี โดยเฉพาะชัยชนะเหนือบราซิล 7-1 ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่เยอรมนีจะเอาชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของรอบชิงชนะเลิศ

3. อิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 4 สมัย

ปีที่ได้แชมป์ 1934, 1938, 1982 และ 2006

อิตาลีเป็นทีมชาติที่มีชื่อเสียงด้านแท็กติกและการเล่นเกมรับ แม้ฟุตบอลจะเปลี่ยนแปลงไปมากตามยุคสมัย แต่ทีมชาติอิตาลีก็เคยประสบความสำเร็จจากการจัดระเบียบเกมรับที่ดีและการเล่นอย่างมีวินัย

ความสำเร็จที่โดดเด่นเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 เมื่ออิตาลีคว้าแชมป์ได้สองสมัยติดต่อกัน ก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 1982 และ 2006

นักเตะคนสำคัญของอิตาลี

  • จูเซปเป เมอัซซา (Giuseppe Meazza) นักเตะคนสำคัญของทีมชาติอิตาลีในยุคแรก ๆ มีบทบาทในการคว้าแชมป์โลกปี 1934 และ 1938
  • เปาโล รอสซี (Paolo Rossi) กองหน้าที่ทำได้ 6 ประตูและคว้ารางวัลดาวซัลโวฟุตบอลโลกปี 1982 ช่วยให้อิตาลีคว้าแชมป์ในปีนั้น
  • ฟาบิโอ คันนาวาโร (Fabio Cannavaro) กัปตันทีมชุดแชมป์ปี 2006 เป็นผู้นำแนวรับคนสำคัญ และมีส่วนช่วยให้อิตาลีเสียประตูน้อยตลอดทัวร์นาเมนต์

แชมป์ปี 2006 เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าจดจำ เพราะอิตาลีเอาชนะฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศด้วยการดวลจุดโทษ หลังเสมอกัน 1-1 ในเวลาปกติและช่วงต่อเวลาพิเศษ

4. อาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 3 สมัย

ปีที่ได้แชมป์ 1978, 1986 และ 2022

อาร์เจนตินาเป็นชาติที่มีนักฟุตบอลระดับตำนานหลายคน และประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ละยุคมีเรื่องราวแตกต่างกัน ตั้งแต่การคว้าแชมป์ในบ้านเกิดปี 1978 การสร้างผลงานอันโดดเด่นของดีเอโก มาราโดนาในปี 1986 ไปจนถึงการกลับมาคว้าแชมป์ในยุคของลิโอเนล เมสซี

นักเตะคนสำคัญของอาร์เจนตินา

  • มาริโอ เคมเปส (Mario Kempes) กองหน้าคนสำคัญของทีมชุดแชมป์ปี 1978 ทำได้ 6 ประตูและคว้ารางวัลดาวซัลโวประจำการแข่งขัน
  • ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) ผู้นำทีมชุดแชมป์ปี 1986 มีบทบาทสำคัญตลอดทัวร์นาเมนต์ และสร้างช่วงเวลาที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
  • ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) กัปตันทีมชุดแชมป์ปี 2022 ยิงได้ 7 ประตู คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ และพาอาร์เจนตินาเอาชนะฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศด้วยการดวลจุดโทษ

แชมป์ปี 2022 เป็นหนึ่งในรอบชิงชนะเลิศที่น่าจดจำที่สุดของฟุตบอลโลกยุคใหม่ เมื่ออาร์เจนตินาและฝรั่งเศสเสมอกัน 3-3 หลังต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่อาร์เจนตินาจะชนะการดวลจุดโทษ 4-2

อย่างไรก็ตาม ในฟุตบอลโลกปี 2026 อาร์เจนตินาไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ โดยแพ้สเปน 0-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ทำให้ยังคงมีแชมป์โลกอยู่ที่ 3 สมัย

5. ฝรั่งเศส คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัย

ปีที่ได้แชมป์: 1998 และ 2018

ฝรั่งเศสเป็นทีมชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในฟุตบอลยุคใหม่ โดยเฉพาะการมีนักเตะที่มีทั้งความเร็ว ทักษะเฉพาะตัว และความสามารถในการเล่นได้หลายรูปแบบ

แชมป์ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1998 ซึ่งฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ก่อนจะกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 2018 หลังเอาชนะโครเอเชีย 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศ

นักเตะคนสำคัญของฝรั่งเศส

  • ซีเนดีน ซีดาน (Zinedine Zidane) ดาวเด่นของทีมชุดแชมป์ปี 1998 ทำสองประตูในนัดชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศสเอาชนะบราซิล 3-0
  • เธียร์รี อองรี (Thierry Henry) กองหน้าคนสำคัญของฝรั่งเศสชุดแชมป์ปี 1998 แม้ในวัยนั้นจะยังไม่ใช่ตัวหลักในทุกเกม แต่เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดประวัติศาสตร์
  • คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé) ทำประตูในนัดชิงชนะเลิศปี 2018 และยิงแฮตทริกในนัดชิงชนะเลิศปี 2022 ซึ่งฝรั่งเศสแพ้อาร์เจนตินาในการดวลจุดโทษ

แม้ฝรั่งเศสจะคว้าแชมป์ได้สองสมัย แต่ทีมยังคงเป็นหนึ่งในชาติที่ทำผลงานได้ดีในฟุตบอลโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศสองครั้งติดต่อกันในปี 2018 และ 2022

ทีมชาติอื่นที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ 2 สมัย

นอกจากฝรั่งเศสแล้ว สเปนและอุรุกวัยก็มีแชมป์ฟุตบอลโลกชาย 2 สมัยเท่ากัน ทำให้ทั้งสามชาติอยู่ในกลุ่มอันดับที่ห้าร่วมกัน หากจัดอันดับตามจำนวนแชมป์

  • สเปน คว้าแชมป์ในปี 2010 และ 2026 โดยแชมป์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังเอาชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของนัดชิงชนะเลิศ
  • อุรุกวัย คว้าแชมป์ในปี 1930 ซึ่งเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรก และปี 1950 ซึ่งเอาชนะบราซิลในเกมตัดสินของรอบสุดท้าย

ดังนั้น หากนับอันดับแบบมีทีมที่คะแนนเท่ากัน รายการ 5 อันดับแรกจะครอบคลุมทั้งหมด 7 ทีมชาติ ได้แก่ บราซิล เยอรมนี อิตาลี อาร์เจนตินา ฝรั่งเศส สเปน และอุรุกวัย